กิตติศักดิ์ สุขVIEW PROFILE →
การลงทุนด้านเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยพุ่งสูง ไมโครซอฟท์ทุ่มกว่า 1 พันล้านดอลลาร์
ประเทศไทยกำลังเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยไมโครซอฟท์ลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเตือนเรื่องทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า
ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
การลงทุนของไมโครซอฟท์

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สำคัญคือการประกาศลงทุนของบริษัทไมโครซอฟท์ โดยบริษัทมีแผนลงทุนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2026 ถึง 2028 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงการจัดตั้งภูมิภาคดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย
การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อนายแบรด สมิธ รองประธานและประธานของไมโครซอฟท์ ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2026 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างบริษัทกับภาครัฐของไทย
นายแบรด สมิธ กล่าวว่า ไมโครซอฟท์มีความภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในด้านคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ที่ปลอดภัย ขณะที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า ความมุ่งหวังคือการให้ประเทศไทยเติบโตขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในเศรษฐกิจดิจิทัลและเอไอของภูมิภาคเอเชีย
การพัฒนาทักษะด้านเอไอ
นอกเหนือจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ไมโครซอฟท์ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของคนไทยด้วย โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีคนไทยกว่า 2 ล้านคนที่ได้รับทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ และมีการเข้าถึงนักเรียนระดับมัธยมศึกษากว่า 600,000 คนผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลแห่งชาติ
นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะยกระดับทักษะและออกใบรับรองให้กับแรงงานอีก 150,000 คน ผ่านความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน และในปัจจุบันมีหลักสูตรด้านปัญญาประดิษฐ์ของไมโครซอฟท์ที่เป็นภาษาไทยให้บริการมากกว่า 280 หลักสูตร ซึ่งช่วยเปิดโอกาสการเรียนรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
เม็ดเงินลงทุนมหาศาล
ภาพรวมของการลงทุนในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลระบุว่ามูลค่าคำขอลงทุนในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 98,500 ล้านบาท ก่อนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นประมาณ 728,000 ล้านบาทในปี 2025 จากจำนวน 36 โครงการ ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับปี 2026 โครงการขยายกิจการของบริษัททิกทอกได้รับการอนุมัติด้วยมูลค่าสูงถึงประมาณ 842,000 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่ารวมของโครงการที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ อยู่ที่ประมาณ 958,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์
ยักษ์ใหญ่แห่ลงทุน
บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายรายต่างเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยบริษัทอะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส หรือ AWS ได้ประกาศลงทุนมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะเวลา 15 ปี พร้อมเปิดตัวภูมิภาคคลาวด์ในประเทศไทยเมื่อเดือนมกราคม 2025 ส่วนบริษัทกูเกิลนั้นลงทุนด้วยมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์
ความกังวลเรื่องทรัพยากร
อย่างไรก็ตาม การลงทุนมหาศาลนี้ก็มาพร้อมกับความกังวลบางประการ โดยนายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเตือนว่า มีความกังวลว่าความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอาจก่อให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชุมชนในอนาคต
ความกังวลดังกล่าวสะท้อนออกมาจากการสำรวจความเห็นของผู้บริหารจำนวน 160 คน โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 68.8 มองว่าเรื่องความพร้อมของน้ำเป็นความกังวลอันดับต้น ขณะที่ร้อยละ 61.3 กังวลเรื่องความต้องการไฟฟ้า และอีกร้อยละ 61.3 กังวลในเรื่องความพร้อมด้านกฎระเบียบ
ขนาดของโครงการ
โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยมีขนาดใหญ่และใช้พลังงานสูงมาก ตัวอย่างเช่น บริษัทปักกิ่ง เฮาหยาง คลาวด์ แอนด์ ดาต้า เทคโนโลยี ได้เสนอโครงการสร้างศูนย์ข้อมูลขนาด 300 เมกะวัตต์ ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 72,700 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการพลังงานจำนวนมหาศาลของอุตสาหกรรมนี้
การจ้างงานที่แท้จริง
แม้จะมีเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก แต่การจ้างงานโดยตรงจากดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่สูงอย่างที่หลายคนคาดหวัง โดยทาง AWS ประเมินว่าจะเกิดการจ้างงานเทียบเท่าเต็มเวลากว่า 11,000 ตำแหน่งในระบบเศรษฐกิจโดยรวม แต่ตัวศูนย์ข้อมูลสมัยใหม่นั้นใช้พนักงานประจำในจำนวนที่ค่อนข้างน้อย
ก้าวต่อไป
โดยรวมแล้ว ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์และดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค การบริหารจัดการสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนกับการจัดการทรัพยากรอย่างน้ำและไฟฟ้าให้ยั่งยืน จะเป็นความท้าทายที่สำคัญในการกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมนี้





