กิตติศักดิ์ สุขVIEW PROFILE →
ไทยผงาดเป็นฐานผลิตรถ EV แห่งอาเซียน: ทุนจีนทะลัก 4.1 พันล้านดอลลาร์
ไทยดึงเงินลงทุนในห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้ากว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์ ค่ายรถจีนอย่าง BYD ตั้งโรงงานผลิต และการส่งออกรถ EV เตรียมพุ่งจาก 12,500 คันเป็น 52,000 คันในปี 2026 ตอกย้ำสถานะฐานการผลิตของภูมิภาค
ในช่วงที่การพูดคุยเรื่องเทคโนโลยีของไทยมักหมุนรอบเศรษฐกิจดิจิทัล ศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ และระบบชำระเงินแบบ QR ข้ามพรมแดน กลับมีอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนโฉมภาคอุตสาหกรรมของประเทศอย่างเงียบ ๆ นั่นคือการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่หันมาใช้รถไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การประกอบตัวรถ การผลิตแบตเตอรี่ ไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จ ซึ่งล้วนเป็นการลงทุนระยะยาวที่จะกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปอีกหลายปีข้างหน้า
เม็ดเงินลงทุนมหาศาล
ตัวเลขที่สะท้อนความร้อนแรงของแนวโน้มนี้ชัดเจนที่สุดคือเม็ดเงินลงทุน โดยประเทศไทยสามารถดึงคำมั่นการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้าได้มากกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำสถานะการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์อันดับต้น ๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมั่นคง
เม็ดเงินจำนวนนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่โครงการใดโครงการหนึ่ง แต่ครอบคลุมถึง 198 โครงการที่หลากหลาย ทั้งการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ ระบบไฮบริด การผลิตแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญต่าง ๆ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ แสดงให้เห็นถึงการลงทุนที่ครบวงจรตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต
ลักษณะการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งระบบเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเป็นฐานการผลิตที่แท้จริงนั้นไม่สามารถพึ่งพาเพียงการประกอบรถขั้นสุดท้ายได้ หากแต่ต้องมีระบบนิเวศของผู้ผลิตชิ้นส่วนและแบตเตอรี่ในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
ค่ายรถจีนปักหลักในไทย

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการหลั่งไหลเข้ามาของค่ายรถยนต์จากจีน โดยผู้ผลิตรายใหญ่หลายรายทั้ง BYD, Great Wall Motor, SAIC Motor และ Aion ได้เข้ามาจัดตั้งสายการประกอบรถยนต์ภายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2024 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิทัศน์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
กรณีของ BYD เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นเป็นพิเศษ โรงงานของบริษัทซึ่งเปิดดำเนินการที่จังหวัดระยองเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2024 นั้น ในที่สุดจะมีกำลังการผลิตสูงถึง 150,000 คันต่อปี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและการวางเดิมพันครั้งใหญ่ของค่ายรถจีนที่มีต่อประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต
และเมื่อมองในภาพรวม ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากจีนถึงเจ็ดรายได้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยแล้ว โดยมีกำลังการผลิตรวมกันเกินกว่า 550,000 คันต่อปี ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงขนาดของการลงทุนที่มหาศาลและศักยภาพของไทยในการเป็นโรงงานผลิตรถไฟฟ้าของทั้งภูมิภาค
ส่งออกโตและการจ้างงาน
ผลของการลงทุนเหล่านี้เริ่มปรากฏชัดในด้านการส่งออก โดยคาดการณ์ว่าการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากราว 12,500 คันในปี 2025 ไปสู่ระดับ 52,000 คันภายในปี 2026 ซึ่งเป็นการเติบโตหลายเท่าตัวในระยะเวลาเพียงปีเดียว
นอกเหนือจากตัวเลขการส่งออก การลงทุนในภาคการผลิตยังส่งผลดีต่อการจ้างงานภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยการลงทุนเหล่านี้ได้นำไปสู่การสร้างงานในท้องถิ่นมากกว่า 16,000 ตำแหน่ง ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาทักษะแรงงานไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ที่สำคัญไปกว่านั้น ไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดผู้บริโภค แต่กำลังกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการส่งออก โดย BYD ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนและอีกหลายประเทศทั่วโลก ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตสำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในวงกว้าง
ความหมายต่ออนาคต
การก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิต EV ของไทยถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมที่เคยพึ่งพาเครื่องยนต์สันดาปภายใน ให้เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียุคใหม่ได้ทันท่วงที ก่อนที่กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกจะทิ้งผู้ที่ปรับตัวไม่ทันไว้ข้างหลัง
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงคือการทำให้ประโยชน์เหล่านี้ยั่งยืนและตกถึงมือคนไทยอย่างทั่วถึง ทั้งการพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างแรงงานทักษะสูง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าไทยจะเป็นเพียงโรงงานประกอบ หรือจะก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นตัวจริงในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก






