กิตติศักดิ์ สุขVIEW PROFILE →
ศูนย์ข้อมูลผุดทั่วไทย: เมื่อเงินลงทุนหลักล้านล้านบาทหลั่งไหลเข้าประเทศ
ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค ด้วยเม็ดเงินลงทุนในศูนย์ข้อมูลระดับแสนล้านถึงล้านล้านบาท แต่การเติบโตนี้ก็มาพร้อมคำถามเรื่องไฟฟ้าและน้ำที่ต้องตอบให้ได้
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนหลายฝ่ายมองว่าประเทศกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคอย่างเต็มตัว
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความต้องการใช้บริการคลาวด์ ข้อมูลขนาดใหญ่ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากภาคธุรกิจภายในประเทศและบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ ที่ต่างมองเห็นศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคแห่งนี้
เม็ดเงินลงทุนหลั่งไหล
ตัวเลขการลงทุนสะท้อนภาพการเติบโตได้อย่างชัดเจน ในปี 2568 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ได้อนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูลรวมมูลค่าเกือบ 5 แสนล้านบาท และเพียงแค่ไตรมาสแรกของปี 2569 คำขอรับการส่งเสริมใหม่ก็พุ่งสูงขึ้นไปถึงราว 1.01 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว
ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าทั้งปีก่อนหน้าถึงประมาณ 2.4 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำลังการผลิตตามแผนงานที่วางไว้นั้นอยู่ที่ราว 2,870 เมกะวัตต์ โดยกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเป็นหลัก
ยักษ์ใหญ่ระดับโลกปักหมุด

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกต่างเข้ามาปักหมุดในประเทศไทยกันอย่างคึกคัก กูเกิลได้ประกาศการลงทุนราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเปิดศูนย์ข้อมูลระบบคลาวด์แห่งใหม่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสูงภายในประเทศได้อย่างเต็มรูปแบบ
ด้านอเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส หรือเอดับเบิลยูเอส ก็ได้ให้คำมั่นว่าจะลงทุนรวมสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลา 5 ปี ขณะที่ในเดือนพฤษภาคม 2569 ประเทศไทยยังได้อนุมัติการขยายการลงทุนโครงสร้างข้อมูลของติ๊กต็อก โดยมูลค่ารวมของแผนอยู่ที่ราว 8.42 แสนล้านบาท
กรุงเทพฯ และระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก
เมื่อพิจารณาในแง่ของทำเลที่ตั้ง กรุงเทพมหานครยังคงเป็นศูนย์กลางหลักของอุตสาหกรรมนี้อย่างเหนียวแน่น โดยมีศูนย์ข้อมูลที่เปิดให้บริการแล้วราว 31 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนาอีกราว 8 แห่ง ซึ่งตอกย้ำสถานะของเมืองหลวงในฐานะหัวใจของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ
ในภาพรวมของตลาด มูลค่าอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลของไทยอยู่ที่ราว 1.45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และมีการคาดการณ์กันว่าจะเติบโตขึ้นไปแตะระดับ 6.29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2574 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่สูงถึงร้อยละ 27.71 ต่อปี
ความท้าทายเรื่องไฟฟ้าและน้ำ
อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นนี้ก็มาพร้อมกับความท้าทายที่ไม่อาจมองข้ามได้ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้ชี้ให้เห็นว่า หากศูนย์ข้อมูลทั้งหมดเดินเครื่องเต็มกำลัง ความต้องการไฟฟ้าอาจสูงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเทียบเท่าเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ
เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น จึงมีแผนการยกระดับระบบสายส่งไฟฟ้าในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกด้วยงบประมาณราว 3.1 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยก็ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลขนาด 100 เมกะวัตต์ใช้ไฟฟ้าเทียบเท่ากับประชากรราว 13 ล้านคน
ไม่เพียงแต่ไฟฟ้าเท่านั้น การใช้น้ำก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กัน โดยศูนย์ข้อมูลขนาดเดียวกันนี้ใช้น้ำเทียบเท่ากับประชากรราว 1.3 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าทรัพยากรของประเทศจะเพียงพอต่อทั้งภาคอุตสาหกรรมใหม่และชุมชนดั้งเดิมหรือไม่
เสียงกังวลจากภาคอุตสาหกรรม
ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจำนวน 160 ราย พบว่าร้อยละ 68.8 กังวลเรื่องปริมาณน้ำที่อาจไม่เพียงพอมากที่สุด ขณะที่อีกร้อยละ 61.3 กังวลทั้งเรื่องความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น และความสามารถของกฎระเบียบที่จะตามการเปลี่ยนแปลงให้ทัน
นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรม ระบุว่าเกรงว่าความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่การแย่งชิงทรัพยากรระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชุมชน ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ย้ำว่าการส่งเสริมจะไม่ใช่การแข่งขันที่จำนวนโครงการเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะให้น้ำหนักกับความยั่งยืนมากขึ้น
มองไปข้างหน้า
โดยสรุปแล้ว ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ระหว่างโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่จากการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค กับความจำเป็นในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างรอบคอบ อนาคตของอุตสาหกรรมนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าประเทศจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้ได้ดีเพียงใด






