กิตติศักดิ์ สุขVIEW PROFILE →
รถยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนถนนเมืองไทย ปี 2026 ยอดพุ่งทำสถิติและภาษีที่ลดลง
รถยนต์ไฟฟ้ากำลังค่อย ๆ เปลี่ยนชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างเงียบ ๆ ด้วยยอดขายที่ทำสถิติใหม่ ภาษีที่ลดลงอย่างมาก และสถานีชาร์จที่กำลังขยายตัว บทความนี้เล่าให้เข้าใจง่ายว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นบนถนนของเรา.
เทคโนโลยีที่ค่อย ๆ เปลี่ยนชีวิตประจำวันของเราบางครั้งก็ไม่ได้มาแบบหวือหวา แต่ค่อย ๆ แทรกเข้ามาจนกลายเป็นเรื่องปกติ และรถยนต์ไฟฟ้าก็คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เพราะวันนี้เราเริ่มเห็นมันวิ่งอยู่บนถนนเมืองไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน.
ในปีสองพันยี่สิบหกนี้ คาดการณ์กันว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ออกสู่ท้องถนนในประเทศไทยราวหนึ่งแสนห้าหมื่นสามพันคัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณยี่สิบแปดจุดห้าเปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากวิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างต่อเนื่อง.
ตัวเลขที่บอกว่ากระแสนี้จริง

สิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจว่านี่ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราวคือตัวเลขยอดขายที่ทำสถิติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนมกราคมของปีนี้ที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน แตะระดับมากกว่าสี่หมื่นสี่พันคัน ซึ่งถือเป็นเดือนที่ทำสถิติสูงสุดของประเทศ.
หากมองย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ไปได้ถึงหนึ่งแสนสองหมื่นสามร้อยคัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า และทำให้สัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นไปอยู่ที่ประมาณสิบเก้าจุดสี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขายรถใหม่ทั้งหมด.
ตัวเลขเหล่านี้สำคัญ เพราะมันบอกเราว่ารถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นแค่ของเล่นราคาแพงสำหรับคนกลุ่มเล็ก ๆ อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นทางเลือกกระแสหลักที่คนไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ พิจารณาอย่างจริงจังเมื่อถึงเวลาต้องซื้อรถคันใหม่ในชีวิตจริง.
ทำไมคนถึงหันมาใช้
หนึ่งในแรงผลักดันสำคัญคือมาตรการภาษีของภาครัฐ เพราะตั้งแต่วันที่หนึ่งมกราคมปีนี้ ภาษีสรรพสามิตของรถยนต์นั่งไฟฟ้าถูกปรับลดลงจากแปดเปอร์เซ็นต์เหลือเพียงสองเปอร์เซ็นต์ ส่วนรถกระบะไฟฟ้าถูกปรับลดจากสองเปอร์เซ็นต์ลงมาเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว.
การลดภาษีในลักษณะนี้ส่งผลโดยตรงต่อราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นมีราคาที่จับต้องได้มากขึ้น และเมื่อบวกกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ถูกกว่าน้ำมันในระยะยาว ก็ยิ่งทำให้การตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้ามีเหตุผลมากขึ้น.
อีกปัจจัยที่คนมักกังวลคือเรื่องสถานีชาร์จ แต่ตรงนี้ก็กำลังดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะภาครัฐได้ตั้งเป้าขยายจำนวนสถานีชาร์จสาธารณะจากราวสามพันเจ็ดร้อยแห่งเมื่อปีสองพันยี่สิบสาม ให้เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าหนึ่งหมื่นสองพันแห่งภายในปีสองพันสามสิบ.
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
แน่นอนว่าเส้นทางนี้ยังมีความท้าทาย ทั้งเรื่องความมั่นใจในระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง การแข่งขันที่ดุเดือดจากผู้ผลิตต่างชาติโดยเฉพาะจากจีน รวมถึงคำถามเรื่องมูลค่ารถมือสองในอนาคตที่ยังไม่มีใครตอบได้อย่างชัดเจนในตอนนี้.
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมที่ผมเห็นคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงและกำลังเร่งตัว โดยมีทั้งนโยบายรัฐ ราคาที่ลดลง และโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อย ๆ พร้อมมากขึ้น มาช่วยกันผลักดันให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันคนไทย.
สำหรับผม เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการที่เทคโนโลยีค่อย ๆ เปลี่ยนสิ่งที่เราคุ้นเคยอย่างการขับรถ และผมจะยังคงติดตามและเล่าให้ทุกคนฟังต่อไปอย่างเข้าใจง่าย ว่านวัตกรรมเหล่านี้กำลังเปลี่ยนชีวิตประจำวันของเราไปในทิศทางใด.






